หมากรุกไทย ประวัติความเป็นมาของหมากรุก


119 views

หมากรุกไทย  ประวัติความเป็นมาของหมากรุก

หมากรุกเป็นกีฬาในร่มชนิดหนึ่ง  หมากรุกไทย

ใช้กระดานทำเป็นช่องหรือตา จำนวน ๘ ตา และลูกหมากรุกอีกฝ่ายละ ๑๖ ตัว เล่นกันตามกฎการเล่นหรือการเดิน จนกว่าจะแพ้ชนะหรือเสมอกันในที่สุด หมากรุกในอดีตถือกันว่าเป็นกีฬาของคนชั้นสูงในราชสำนัก ต่อมาจึงค่อยๆ แพร่ขยายออกไปสู่สามัญชนทั่วๆ ไป

ไม่มีเกมกีฬาในร่มชนิดใดที่ผู้คนชื่นชอบหลงใหลและเล่นกันทั่วทุกมุมโลกเท่าหมากรุก จนมีคำพูดข้อคิดติดปากในหลายชาติหลายภาษา เช่น ชาวรัสเซียพูดถึงกีฬาชนิดนี้ว่า “หมากรุกเป็นเสมือนมหาสมุทร PG SLOT ที่มวลเหล่าแมลงใช้ดื่มกินและช้างลงอาบเล่น” ชาวเยอรมันพูดกันติดปากว่า “ไม่มีคนโง่คนไหนจะเล่นหมากรุกเป็น แต่คนที่เล่นเป็นก็ใช่ว่าจะฉลาดไม่”

และภาษิตเก่าของชาวอังกฤษที่ยังคงรู้จักกันดีคือ “คุณอาจน็อค (เอาชนะ) คู่ต่อสู้ด้วยการตีหรือทุ่มด้วยกระดานหมากรุก แต่นั่นไม่ได้พิสูจน์ว่าคุณเป็นคนเล่นหมากรุกเก่ง”

ชาวไทยเรารูจั้กและนิยมชมชอบหมากรุกกันมาเป็นเวลานาน จนบางเสี้ยวส่วนของรูปแบบและกฎเกณฑ์การเล่นได้มีอิทธิพลฝังลึกลงในความรู้สึกของสังคมไทยหลายๆ ด้าน เช่น คำปริศนาที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าอะไรเอ่ย บางสำนวนก็เกิดจากการผูกหรือคิดขึ้นมาจากการเล่นกีฬาในร่มชนิดนี้

เป็นต้นว่า “อะไรเอ่ย สี่มุมสี่แง่ สี่แคร่จักรวรรดิ ผู้คนแออัด ฆ่าฟันกันตาย เหลือแต่นาย ๒ คน” ที่เป็นสำนวนคอยเตือนสติก็มี เช่น “เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ” อันมีความหมายว่าจะคิดจะทำอะไรต้องรอบคอบไม่ประมาท ในสังคมชนบทของหนุ่มๆ ใจร้อนสมัยโบราณ ตัดสินคุณค่าของหมากรุกลงไปในทันทีว่า “เล่นหมากรุกหัวแตก เล่นหมากแยกควายหาย”

เกร็ดขำขันที่เล่าสู่กันฟังอยู่ในวงการนี้ก็มีอยู่มาก เช่น เล่ากันมาว่า หลวงตารูปหนึ่งเพลิดเพลินกับเกมชนิดนี้จนข้ามวันข้ามคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน พอฟ้าสางมองเห็นลายมือก็ละวงหมากรุกออกบิณฑบาตตามกิจวัตร พอถึงหมู่บ้านก็หยุดยืนเฉยไม่ได้เปิดฝาบาตร หญิงสาวนางหนึ่งเห็นหลวงตายืนซึมสะลึมสะลืออยู่จึงขยับขันข้าวพร้อมกล่าวขึ้นว่า

“นิมนต์เปิดบาตรเถิดเจ้าค่ะ” หลวงตาซึ่งอ่อนเพลียทั้งร่างกายและจิตใจ ยังเคลิ้มครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่กับเกมการเล่นการพันตูกันมาตลอดทั้งคืน พอได้ยินคำว่า “เปิด” ก็สะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบเสียงดุๆ ว่า “เปิดไม่ได้หรอกสีกาเขากดอยู่”

ยังมีนิทาน คำพังเพย เกร็ดพงศาวดาร เรื่องขำขัน ที่เอ่ยถึงพูดถึงหมากรุกอยู่อีกมากมายในสังคมไทย ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นว่า คนไทยก็นิยมชมชอบการเล่นหมากรุกมาแต่อดีต ไม่แพ้คนเสี้ยวส่วนอื่นของโลกใบนี้

หมากรุกไทย

ประวัติความเป็นมาของหมากรุก

ผู้คนในแต่ละถิ่นแต่ละชาติ ต่างก็มีความเชื่อที่แตกต่างกันไปว่า หมากรุกเกิดที่นี่ ที่นั่น ที่โน่น ตามความคิดเห็นที่เล่าขานกันอยู่ในหมู่พวก เช่น เชื่อว่าเกิดในกรีก อินเดีย จีน โรมัน อียิปต์ บาบิโลน ยิว เปอร์เซีย อารเบียน ฯลฯ คนอังกฤษเชื่อว่าเกิดขึ้นที่เวลส์หรือไม่ก็ที่ไอริช คนบางกลุ่มปักใจเชื่อว่าคนโน้นคนนี้ประดิษฐ์ขึ้นก็มี

เช่น กษัตริย์โซโลมอน นางมณโฑมเหสีทศกัณฐ์ และบ้างก็ว่า นักปรัชญานักปกครองกรีก เช่น พารามีเดส หรือไม่ก็อริสโตเติลเป็นผู้คิดค้นขึ้น

“จตุรงค์” หมากรุกในยุคแรกของอินเดีย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นต้นแบบของหมากรุกไทย

“จตุรงค์” หมากรุกในยุคแรกของอินเดีย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นต้นแบบของหมากรุกไทย

ต่อเมื่อได้มีการศึกษาสอบค้นที่ค่อนข้างเป็นเรื่องเป็นราวมีเหตุผลในหลายสำนักหลายคน อย่างเช่น นายเอ็น. แบลนด์ ค้นพบว่าชาวเปอร์เซีย (ปัจจุบันคือชาวอิหร่านโบราณ เชื่อกันว่า คือชาวอารยะหรืออารยัน) reviewsslot เป็นผู้คิดการเล่นหมากรุกขึ้น แล้วแพร่เข้าไปในอินเดีย ครั้นถัดมาอีกยุคหนึ่ง คนเปอร์เซียลืมสิ่งประดิษฐ์ของบรรพบุรุษตนไปเสียชาวอินเดียจึงได้นำกลับเข้าไปเผยแพร่ในดินแดนต้นกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง นายโธมัส ไฮเดอร์ (ปี พ.ศ. ๒๒๓๗)

อธิบายว่า หมากรุกเกิดในอินเดีย แต่เขาไม่มีหลักฐานมากนัก จนถึงปี พ.ศ. ๒๓๒๖ เซอร์วิลเลียม จอห์น นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอินเดียและปากีสถานอย่างลุ่มลึกคนหนึ่งได้เขียนเรื่องความเป็นมาของหมากรุกว่า กีฬาชนิดนี้เกิดขึ้นในอินเดียเดิมเรียกว่าจตุรงค์ หมายถึงกองทัพที่มีกองกำลัง ๔ เหล่า คือ เหล่าช้าง ม้า รถ และพลเดินเท้า

ข้อเขียนของท่านเซอร์ผู้นี้ ส่วนใหญ่มีเนื้อหามาจากข้อความในคัมภีร์ภวิชยปุราณของอินเดีย ปุราณคตินี้อธิบายการเล่นว่า กระดานหมากรุกมี ๖๔ ตาอย่างในปัจจุบันนี้ แต่แบ่งตัวหมากรุกออกเป็น ๔ ชุด มีผู้เล่น ๔ คน แต่ละชุดประกอบด้วย ขุน ม้า เรือ โคน และเบี้ยอีก ๔ ตัว รวมเป็น ๘ ตัว ทั้ง ๔ ชุดจะมี ๒ สี คือ ใช้สีเหมือนกัน ๒ ชุด เพราะถือว่าเป็นฝ่ายเดียวกันหรือเป็นพันธมิตรกัน อยู่มุมตรงข้ามหรือมุมทแยง เวลาเล่นต้องคอยช่วยเหลือกัน

ลักษณะการเดิน ขุนม้า เบี้ย เดินอย่างในปัจจุบัน ส่วนโคน (พลช้าง) เดินอย่างเรือ เรือเดินตาทแยงอย่างเม็ด แต่ให้ข้ามตาใกล้เสียตาหนึ่งคือเดินในตาเฉียง ๒ ตา ที่เรียกกันว่าตาโป่งนั่นเอง เมื่อถึงตาฝ่ายไหนคนใดเป็น ผู้เดินให้ทอดลูกบาศก์หรือลูกเต๋าแต่ละด้านมีเลข ๒, ๓, ๔ และ ๕ ถ้าทอดได้ ๕ แต้ม แทงบอลออนไลน์ ที่นี่ ufabet

ต้องเดินขุนหรือเบี้ยตัวใดตัวหนึ่ง ถ้าทอดได้ ๔ แต้ม ต้องเดินโคน ๓ แต้ม เดินม้า ๒ แต้ม เดินเรือ หมุนเวียนกันไปจนจบการแข่งขัน (ตรงนี้น่าสงสัยว่า ถ้าฝ่ายที่กำลังจะเดินถูกรุกอยู่ จะต้องทอดลูกเต๋าตามกติกานี้หรือเดินขุน – ผู้เขียน) วิธีเล่นแบบนี้มีลักษณะของการเดินเชื่อมสามัคคีที่ดี แต่ถ้าฝ่ายสัมพันธมิตรแทงข้างหลังกันเมื่อใด ก็คงไม่มีโอกาสขอเพียงแค่เสมอ และว่าการเล่นหมากรุกตามแบบอย่างเช่นนี้ เกิดขึ้นเมื่อราวๆ ๒,๕๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล

ครั้นประมาณ พ.ศ. ๒๐๐ (ระยะเวลาใกล้เคียงกับรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช) พระเจ้าแผ่นดินอินเดียพระองค์หนึ่ง มีความสามารถในการรบ ได้ปราบปรามแคว้นใหญ่น้อยในชมพูทวีปไว้ในขอบขัณฑสีมาจนหมดสิ้นไม่มีฝ่ายตรงข้ามที่จะทำศึกต่อกรได้อีกต่อไป จึงเกิดความรำคาญหงุดหงิดพระทัย

ไม่มีความสุขตามประสาผู้กระหายสงคราม จึงปรึกษามุขมนตรีผู้หนึ่งชื่อสัสสะว่า ทำอย่างไรจึงจะมีความสุข เพราะหาคู่ต่อสู้ในยุทธกีฬาไม่ได้แล้วมุขมนตรีสัสสะจึงคิดดัดแปลงจตุรงค์ซึ่งแพร่หลายอยู่ในขณะนั้นให้เป็นเกมการรบบนแผ่นกระดาน โดยรวมกลุ่มพันธมิตรให้เหลือเพียงกลุ่มเดียวทั้ง ๒ ฝ่าย

รวมตัวหมากรุกของแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกันจากเดิมกลุ่มละ ๘ ตัว ฝ่ายละ ๑๖ ตัว คือ ม้า ๒ โคน ๒ เรือ ๒ ขุน ๒ และเบี้ยอีก ๘ ตัว แต่ขุนฝ่ายเดียวกันจะมี ๒ ตัวไม่ได้ จึงลดลงเป็นมนตรีหรือเม็ดเสีย ๑ ตัว ตัดผู้เล่นเดิมฝ่ายละ ๒ คนให้เหลือเพียงคนเดียว ตั้งตัวหมากเรียงกันคนละฟากกระดาน (อย่างในปัจจุบันนี้) หมากรุกยุทธวิธีใหม่จึงเกิดขึ้น แล้วแพร่หลายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา

ผู้เขียนเรื่องราวหมากรุกอีกคนหนึ่งชื่อ นายแอนทอน แวนเดอร์ลินเด (พ.ศ. ๒๔๑๗) อธิบายว่าเปอร์เซียรับการเล่นหมากรุกไปจากอินเดีย และว่าหมากรุกเล่นกันอย่างกว้างขวางดาษดื่นในอินเดีย เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๓ ลินเดเชื่อวา่ ชาวพุทธเป็นผู้คิดการเล่นชนิดนี้ขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๙–๑๒ โดยให้เหตุผลว่า การรบการเข่นฆ่ากันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป็นการกระทำที่ชั่วร้ายผิดบาปตามหลักพุทธศาสนา จึงมีผู้ประดิษฐ์หมากรุกขึ้น เพื่อทดแทนการทำสงครามเข่นฆ่ากัน

นายพอล แลงฟีลด์ ผู้เขียนเรื่องราวหมากรุกรุ่นปัจจุบันผู้หนึ่งเชื่อว่า หมากรุกคือจตุรงค์ของอินเดีย ได้แพร่หลายเข้าไปในเปอร์เซียเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ และชาวเปอร์เซียได้เรียกเพี้ยนเป็นจัดตรัง ต่อมาอาหรับยึดเปอร์เซียได้เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ได้นำหมากรุกเข้าไปเล่นในดินแดนของตนและเรียกกีฬาชนิดนี้ว่า จัดตรันซ์ ซึ่งยังคงเรียกกันเช่นนี้อยู่แม้ในปัจจุบันนี้

จากหลายๆ ความเห็นที่พูดกันถึงต้นกำเนิดดังกล่าวแล้ว ก็น่าจะเชื่อได้ว่าหมากรุกคงจะเกิดขึ้นในประเทศอินเดียเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๓ แล้วแพร่ขยายเข้าไปในเปอร์เซียและอาหรับ ช่วงใดช่วงหนึ่งก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๕ เพราะชาวอาหรับคนหนึ่งชื่อนายมะสุติ เขียนบันทึกเมื่อปี พ.ศ. ๑๔๙๓

ว่าการเล่นหมากรุก หรือที่ชาวอาหรับเรียกว่าจัดตรันซ์นั้น แพร่หลายก่อนเขาเกิดนานทีเดียวอาจเปน็ ๒–๓ ศตวรรษ ซึ่งหมายถึงวา่ มีผู้เล่นหมากรุกกันแพร่หลายอยู่ในอาหรับแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกวา่ ๑,๐๐๐ ปี นับจากปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นไม่นานก็แพร่เข้าสู่ยุโรปและที่อื่นๆ ทั่วทุกทวีป

นั่นคือความเป็นมาของหมากรุกที่คนทั่วโลกรู้จักสำหรับไทยเรานั้นเนื่องจากไม่มีบันทึกหลักฐานเป็นเรื่องเป็นราวไว้ การสืบค้นประวัติจึงค่อนข้างยากสับสน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามืดมนเสียจนไม่เห็นหนทางใดๆ เอาเสียเลย

ไทยเราเริ่มเล่นหมากรุกกันมาแต่เมื่อใด เราคิดกันขึ้นเองหรือรับมาจากชนชาติใด เป็นข้อสงสัยที่ผู้เล่นและผู้สนใจกีฬาชนิดนี้ทั่วๆ ไปถามไถ่กันมานาน และยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้

เพราะขาดข้อมูลหลักฐานสนับสนุนที่มีนํ้าหนักเพียงพอ คำตอบจึงมีอยู่หลากหลายตามความคิดและตรึกตรองกันเอาเอง โดยมีความเห็นแตกต่างกันเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มหนึ่งเชื่อว่ามาจากอินเดีย และอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเรารับจากจีน

คนในแหลมทองหรือดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทยในปัจจุบันนี้ เริ่มมีความเป็นอยู่พ้นสภาพความเป็นคนป่าคนดง อยู่ถํ้าเพิงผาหรือสภาพคนยุคหินรุ่นแรกๆ มาเป็นสังคมหมู่บ้าน ตั้งรกรากกันเป็นหมู่เป็นพวกก็เมื่อประมาณ ๔,๐๐๐–๖,๐๐๐ ปีมานี้ เราค้นพบความเจริญของผู้อาวุโสเหล่านี้ที่จังหวัดอุดรธานีและอีกหลายจังหวัดบริเวณแอ่งหนองหาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แต่จุดที่คนกลุ่มนี้อาศัยกันอยู่อย่างหนาแน่นมั่นคง คือที่ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ความศิวิไลซ์ของสังคมกึ่งป่ากึ่งนาครแห่งนี้ จึงเรียกกันว่าวัฒนธรรมบ้านเชียง

เนื่องจากวัฒนธรรมนี้เกิดก่อนการเกิดเกมหมากรุกคนพวกนี้จึงไม่รู้จักหมากรุก หลังจากการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ ในคราวนั้นแล้วบรรพบุรุษกลุ่มนี้ก็ได้พัฒนาชีวิตมาเรื่อยๆ ในทุกด้าน จนถึงประมาณ พ.ศ. ๑๑๐๐ คนบ้านเชียงจึงเริ่มรับเอาศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม จากเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออก ซึ่งคนอินเดียนำเอามาเผยแพร่ไว้ สังคมจึงเริ่มเติบโตเป็นสังคมเมือง ซึ่งมีอยู่หลายแหล่งในท้องถิ่นอีสาน เช่นเดียวกับสังคมกลุ่มคนเล็กๆ ตามริมฝั่งทะเลไทย

ก็เริ่มก่อตั้งเป็นกลุ่มใหญ่ อาศัยกันอยู่หนาแน่นเป็นบ้านเมืองขึ้น มีวัฒนธรรมที่ใช้สอยกันอยู่อย่างเด่นชัดเรียกว่าวัฒนธรรมหรืออารยธรรมทวารวดีซึ่งก็นำมาโดยชาวอินเดียเช่นเดียวกัน ทั้งสังคมวัฒนธรรมบ้านเชียงยุคหลังหรือที่เรียกว่าวัฒนธรรมก่อนขอมและทวารวดีนี้ ยังไม่มีรายงานจากนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์โบราณว่าเคยพบร่องรอยการเล่นหมากรุก

ซึ่งอาจมีการเล่นกันมาแล้วแต่ยังไม่พบหลักฐาน หรือยังไม่มีการเล่นกีฬาชนิดนี้ในประเทศไทยในยุคนั้นก็ได้ แต่หมากรุกเกิดขึ้นแล้วในประเทศอินเดีย ในช่วงระยะเวลานี้ดังกล่าวแล้ว

จารึกนครชุม หลักฐานสำคัญหนึ่งที่ทำให้รู้เรื่องราวของหมากรุกในเมืองไทยในสมัยสุโขทัย 

จารึกนครชุม หลักฐานสำคัญหนึ่งที่ทำให้รู้เรื่องราวของหมากรุกในเมืองไทยในสมัยสุโขทัย

จนกระทั่งครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (ประมาณปี พ.ศ. ๑๘๘๘–๑๙๑๑–๑๒) ซึ่งตรงกับสมัยสุโขทัยในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย จึงเริ่มปรากฏเค้าของหมากรุกในประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก โดยข้อความตอนหนึ่งของศิลาจารึกหลักที่ ๓ หรือที่รู้จักกันในนามจารึกนครชุม กล่าวว่า ก่อนที่พระยาลิไทยจะเสด็จขึ้นครองราชย์นั้น

พระองค์ทรงศึกษาศิลปศาสตร์หลายแขนงซึ่งล้วนแต่เป็นศาสตร์หรือความรู้สำหรับผู้ที่จะปกครองบ้านเมืองทั้งสิ้น ในกระบวนศาสตร์ต่างๆ เหล่านั้นมีศาสตร์จตุรงค์อยู่ด้วย ดังความว่า “…เมืองอันใดก็รู้สิ้นอันรู้ศาสตร์…อ…อยูกต สกาจตุรงค์กระทำยนตร์ขี่ช้าง…คล้องช้างเป็นพฤฒิบาศศาสตร์ก็…นับตวงถ้วนไซร้ยังมากกลา…”

นับเป็นพยานหลักฐานเอกสารชิ้นแรกที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของหมากรุกไทยเราและเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙–๑๔ กรมศิลปากรได้ทำการปรับปรุงขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน เมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร เจ้าหน้าที่ได้ขุดพบตัวหมากรุกทำด้วยดินเผาเคลือบ มีทั้งสีขาวหม่น สีเขียวมะกอกและสีนํ้าตาลแก่

ส่วนมากพบตามบริเวณอรัญญิก สถานที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี และในระยะต่อมาไม่นาน คือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙–๒๐ ชาวล้านนาบ้านพี่เมืองน้องทางตอนเหนือของสุโขทัย ก็ได้ผลิตลูกหมากรุกเช่นเดียวกับช่างปั้นชาวสุโขทัย คือชุดหมากรุกเคลือบสีเขียวมะกอก สีขาวหม่น บางตัวเขียนลายสีดำปะปน ปัจจุบันเก็บอยู่ตามบ้านผู้สะสมเครื่องเคลือบโบราณของไทยหลายราย

ตัวหมากรุกเคลือบสีนํ้าตาลและสีเขียว ผลิตจากแหล่งเตาในจังหวัดบุรีรัมย์ ศิลปะเขมร อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ (ภาพจากหนังสือศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย)  

ตัวหมากรุกเคลือบสีนํ้าตาลและสีเขียว ผลิตจากแหล่งเตาในจังหวัดบุรีรัมย์ ศิลปะเขมร อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ (ภาพจากหนังสือศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย)

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องปั้นดินเผาโบราณรายหนึ่งได้พบเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่บ้านผู้สะสมของเก่ารายหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มีลักษณะรูปร่างคล้ายตัวหมากรุก เขาเชื่อว่าเป็นตัวหมากรุกที่ผลิตจากแหล่งเตาเผาบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นับเป็นหลักฐานใหม่ที่ต้องสอบค้นกันต่อไป

เพราะถ้าหากโบราณวัตถุ เครื่องเคลือบดังกล่าว เป็นลูกหมากรุกจริง ก็จะเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยในประเทศเราเล่นหมากรุกกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗–๑๘ แล้ว เพราะแหล่งเตาเผาเครื่องเคลือบที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์นั้น ผลิตกันอยู่ในช่วงเวลานั้น

ผู้ศึกษาสนใจเรื่องเครื่องถ้วยชามในอดีตบางคนเชื่อว่า เครื่องสังคโลก ผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยในระยะแรกๆ ของคนแคว้นสุโขทัย อาจรับกรรมวิธีขั้นตอนการผลิตไปจากที่นี่ หากไม่ได้นำติดตัวมาจากแหล่งอพยพเดิม (ผู้เขียนได้เห็นภาพถ่ายรูปหมากรุกดังกล่าวนี้ แต่เป็นภาพที่มองไม่ชัด เพราะเป็นการถ่ายนอกตู้เก็บวัตถุค่อนข้างไกลจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นลูกหมากรุก และผลิตจากเตาบ้านกรวดหรือไม่ แต่เห็นว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรจะได้ศึกษาข้อเท็จจริง หมากรุกไทย

จึงนำมาเสนอไว้เพื่อผู้สนใจจะได้ช่วยกันค้นคว้าหาคำตอบต่อไป) เหล่านี้เป็นข้อมูลทางโบราณวัตถุที่พบเป็นรูปธรรม มองเห็นได้ จับต้องได้ และพิสูจน์ได้ในวิถีแห่งหมากรุกไทย

ม้าและเม็ดเคลือบสีเขียวและขาว พบจากแหล่งเตาทุเรียง เมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ลูกหมากรุกที่ศรีสัชนาลัยนั้นพบอยู่ในบริเวณกว้างทั่วไปตั้งแต่ในเขตพระราชวัง เชิงเขาพนมเพลิง ไปจนถึงเขตอรัญญิก ที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี 

ม้าและเม็ดเคลือบสีเขียวและขาว พบจากแหล่งเตาทุเรียง เมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ลูกหมากรุกที่ศรีสัชนาลัยนั้นพบอยู่ในบริเวณกว้างทั่วไปตั้งแต่ในเขตพระราชวัง เชิงเขาพนมเพลิง ไปจนถึงเขตอรัญญิก ที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี

จากข้อมูลพยานหลักฐานทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็พอมองเห็นหรือได้ร่องรอยว่า คนไทยเรานั้นเริ่มเล่นหมากรุกกันมาแล้วอย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยรับมาจากการเล่นเกมที่เรียกว่าจตุรงค์ซึ่งถ้าไม่ได้รับมาจากอินเดียโดยตรง ก็คงจะผ่านมาทางศรีลังกาหรือประเทศพม่า เพื่อนบ้านที่นับถือพุทธศาสนานิกายหินยานด้วยกัน

และผู้ที่นำจตุรงค์เข้ามาในแคว้นสุโขทัยนั้นน่าจะเป็นพระสงฆ์ อาจเป็นสงฆ์ไทยกลุ่มพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนี ผู้จาริกไปศึกษาพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมที่ลังกาและอินเดียใต้ ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือไม่ก็พระสงฆ์จากศรีลังกาหรือพม่า ที่เดินทางติดต่อไปมาหาสู่กับพระสงฆ์ไทยมาตั้งแต่ระยะต้นๆ สมัยสุโขทัย

เพราะพระสงฆ์ที่เข้ามาในอาณาจักรนี้นั้น ไม่ได้สอนพุทธศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้สอนศิลปศาสตร์ความรู้แขนงต่างๆ สำหรับผู้ปกครองบ้านเมือง อันมีศาสตร์ของจตุรงค์รวมอยู่ด้วย ดังเนื้อความในจารึกที่กล่าวถึง หมากรุกไทย

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม มายคราฟ หน้ายอดนิยมและเป็นประโยชน์

อัพเดทล่าสุด : 9 กรกฎาคม 2021

joker joker joker